ลักษณะการปกครองสมัยสุโขทัย
กษัตริย์กรุงสุโขทัย ปกครองประชาชนแบบ “พ่อปกครองลูก” หรือ “ปิตาธิปไตย” โดยถือว่ากษัตริย์เป็นเสมือนพ่อของราษฎร
ราษฎรจึงเรียกกษัตริย์ว่า “พ่อขุน” ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง
การปกครองราชอาณาจักรสุโขทัยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.การปกครองส่วนกลาง หรือเมืองหลวง หรือเมืองราชธานี คือ สุโขทัย เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์เป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลาง
และเป็นศูนย์กลางของการปกครองประเทศ
2.การปกครองส่วนภูมิภาค หรือการปกครองหัวเมือง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
@ หัวเมืองชั้นใน หรือเมืองลูกหลวง คือ เมืองหน้าด่าน มีความสำคัญในการป้องกันเมืองหลวงและอยู่ห่างจากเมืองหลวงเป็นระยะ
ทางเดินเท้าภายใน 2 วัน พระมหากษัตริย์จะส่งเชื้อพระวงศ์ไปดูแล
@ หัวเมืองชั้นนอก หรือเมืองพระยามหานคร เป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปอาจส่งเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางผู้ใหญ่ไปดูแล
@ เมืองประเทศราช คือ เมืองที่เป็นชาวต่างชาติ แต่ยอมขึ้นตรงต่อกรุงสุโขทัย โดยต้องส่งส่วยหรือราชบรรณาการเมื่อเกิดศึกสงคราม
ต้องเกณฑ์ทหารมาร่วมรบ เมืองประเทศราชจะมีกษัตริย์ปกครองตนเอง
ด้านเศรษฐกิจ และสังคม
สมัยสุโขทัยมีเสรีภาพมาก ใครจะประกอบอาชีพใดก็ได้ ประชาชนตั้งตนอยู่ในศีลธรรมอันดี นับถือศาสนาพุทธแบบลังกา แต่ก็ยังเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นผีสางเทวดานางไม้ด้วยสมัยพ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นและทรงให้จารึกกฎระเบียบต่าง ๆไว้ จึงอาจถือได้ว่าศิลาจารึก เป็นรัฐธรรมนูญ

ที่เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของไทย ประชาชนสามารถร้องทุกข์โดยตรงต่อพ่อขุนโดยไปสั่นกระดิ่งซึ่งแขวนไว้หน้าประตูวังแล้วพระองค์จะทรงออก
มาตัดสินคดีด้วยความยุติธรรม
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศและนครรัฐอื่น
สมัยกรุงสุโขทัยมีการติดต่อกับต่างประเทศและนครรัฐของไทยอื่น ๆเพื่อความมั่นคงและการแลกเปลี่ยนสินค้าการติดต่อกับต่างประเทศที่สำคัญ ๆ
ได้แก่ จีน มลายู ลังกา และมอญ ส่วนใหญ่ติดต่อกันในด้านการค้า การติดต่อกับนครรัฐอื่น ๆ ที่เป็นคนไทยด้วยกัน ได้แก่ พระยามังรายเจ้าเมือง
เชียงใหม่ พระยางำเมือง เจ้าเมืองพระยา

ในสมัยอาณาจักรสุโขทัยมีลักษณะเด่นที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้
1. พ่อขุนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยมีรูปแบบปกครองประชาชนบนพื้นฐานของความรัก ความเมตตาประดุจบิดาพึงมีต่อบุตร บางตำราอธิบายว่า

เป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูกหรือแบบปิตุราชาประชาธิปไตย
2. พ่อขุนอยู่ในฐานะผู้ปกครองและประมุขของประเทศที่มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว  หรืออำนาจอธิปไตยอยู่ที่พ่อขุน
3. ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินชีวิตพอสมควร ดังจะเห็นได้จากศิลาจารึกอธิบายว่า “......ใครใคร่ค้า ค้า เอาม้ามาค้าเอาข้าวมาขาย....” จากหลักศิลาจารึกจะทำให้เห็นว่าอาณาจักรสุโขทัยให้โอกาสประชาชนในการดำเนินชีวิตพอควร อาจกล่าวได้ว่าผู้ปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกครอง

มีฐานะเป็นมนุษย์เหมือนกัน นอกจากให้เสรีภาพทางเศรษฐกิจแล้วยังไม่เก็บภาษีด้วย “เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบ ในไพร่ลู่ทาง...”
4. รูปแบบการปกครองเป็นไปแบบเรียบง่ายไม่มีพิธีอะไรมากมายนัก อยู่แบบเรียบง่าย  ไม่มีสถาบันการเมืองการปกครองที่สลับซับซ้อนมาก และรูปแบบการเมืองการปกครองเป็นไปแบบให้บริการมากกว่าการสั่งการ การควบคุมหรือการใช้อำนาจเป็นไปอย่างเหมาะสม
5. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง คือ พ่อขุนและผู้อยู่ใต้การปกครองคือประชาชนเป็นไปอย่างแน่นเฟ้น ไม่มีพิธีรีตองมากนักเหมือนบุคคลในครอบครัวเดียวกัน
6. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครองอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน ต่างก็อยู่ในฐานะเป็นมนุษย์เหมือนกัน

 แต่ทำหน้าที่ที่ต่างกันเท่านั้น
7. มีการพิจารณาคดีโดยใช้หลักประกันความยุติธรรม เช่นเมื่อพลเมืองผิดใจเป็นความกันจะมีการสอบสวนจนแน่ชัดจึงตัดสินโดยยุติธรรม ในศิลาจารึกเขียนไว้ว่า

“ลูกเจ้าลูกขุนแลผิดแผกแสกกว้างกัน สวนดูแท้แลจึ่งแล่งความแก่ข้าด้วย ซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน....”
8. ทรงปกครองบ้านเมืองแบบเปิดเผยบนพระแท่นในวันธรรมดา ส่วนวันพระหรือวันโกนก็ทรงจัดให้พระมาเทศน์ เช่น “...ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหง

เจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยขึ้นนั่งเหนือขนาดหินให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองคัล”

หลักการของระบอบธรรมราชาธิปไตยคือ ความเชื่อที่ว่าพระราชอำนาจของกษัตริย์จะต้องถูกกำกับด้วยหลักธรรมะ ประชาชนจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อสิ้นพระชนม์

ก็จะได้ไปสู่สวรรค์จึงเรียกว่า สวรรคต  ธรรมสำคัญที่กำกับพระราชจริยวัตรคือ ทศพิธราชธรรม 10 ประการและจักรวรรดิวัตร 12 ประการ และมีหลักการปกครองปรากฏในไตรภูมิพระร่วงที่พระมหาจักรพรรดิราชจะใช้สั่งสอนท้าวพระยาทั้งหลายให้ปฏิบัติตามอีกมาก